การประเมินอากรของกรมศุลกากร

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 กรมศุลกากรได้เปลี่ยนแปลงการประเมินอากรจากการประเมินแบบเก่าซึ่งเป็นการประเมินอากรตามราคาอันแท้จริง มาเป็นการประเมินอากรตามระบบราคาแกตต์ ซึ่งเป็นการประเมินตามราคาที่ได้ชำระจริง เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า มีความเข้าใจในระบบการประเมินอากรได้อย่างถูกต้อง ผู้เขียนจึงได้นำเสนอการประเมินราคาทั้งสองแบบไว้ในที่นี้ อนึ่งกรมศุลกากรยังได้ประกาศชะลอการใช้ราคาคำนวณและการใช้ราคาคำนวณเป็นราคาเปรียบเทียบออกไปเป็นเวลา 3 ปี หลังจาก 1 มกราคม ค.ศ. 2000 ดังนั้นการประเมินอากรตามราคาอันแท้จริงจึงยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงสิ้นปี ค.ศ.2003

การประเมินอากรตามราคาอันแท้จริง

นัยแห่งราคาอันแท้จริงตามกฎหมายและการใช้ราคาคำนวณเป็นเกณฑ์ในการเรียกเก็บอากร

การประเมินอากรตามระบบราคาแกตต์
คือการประเมินอากรในระบบใหม่ ที่ประเทศต่างๆ ในองค์กรการค้าโลก ได้ตกลงร่วมกันในอันที่จะปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั่วโลก

ระบบราคาแกตต์คืออะไร

ระบบราคาแกตต์คือ การตีราคาของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศโดยยึดถือราคาตามที่ผู้สั่งซื้อในประเทศได้จ่ายเงินไปจริงให้กับผู้ขายหรือผู้ผลิตในต่างประเทศ เป็นวิธีการกำหนดขึ้นมาจาก "ความตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า" (General Agreement on Tariffs and Trade) หรือใช้คำย่อว่า GATT หรือ แกตต์ดำเนินวิธีการตีราคาหรือ ประเมินราคา หรือการกำหนดราคาศุลกากร ตามวิธีใหม่จึงเรียกว่า "ระบบราคาแกตต์"

ระบบราคาแกตต์มีความสำคัญอย่างไร

ความสำคัญในการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีใหม่นี้ ทำให้ผู้สั่งของ หรือผู้นำเข้าของ สามารถกำหนดต้นทุนราคาของ ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระได้ชัดเจน แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าสินค้าของตนจะถูกศุลกากรประเมินราคาเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ตามฐานราคาใดหรือ ตามราคานำเข้าสูงสุดของผู้นำของเข้ารายอื่นๆ หรือไม่ อีกต่อไป ในทำนองที่คล้ายกัน ผู้ส่งสินค้าออกของไทย ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่กรมศุลกากรได้นำระบบราคาแกตต์มาใช้ด้วยกล่าวคือ ถ้าหากสินค้าไทยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศถูกศุลกากรของต่างประเทศประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลหรือกำหนดขึ้นตามอำเภอใจ ผู้ส่งออกของไทยก็สามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐได้ว่าศุลกากรต่างประเทศไม่ได้ปฏิบัติตาม "ความตกลงระบบราคาแกตต์" ซึ่งจะเป็นผลให้มีการตรวจนับ พิจารณา และเจรจากัน เพื่อระงับข้อขัดแย้งเหล่านั้นให้หมดไป

ประวัติความเป็นมาของระบบราคาแกตต์

ศุลกากรต้องใช้วิธีที่ 1 ก่อน หากใช้แล้ว ยังไม่สามารถกำหนดราคาศุลกากรได้ จึงค่อยใช้วิธีที่ 2,3 ต่อไปเรียงตามลำดับจนถึงวิธีที่ 6

A. วิธีที่ 1 ราคาซื้อขายของที่นำเข้า

คือ จำนวนเงินทั้งหมดตามความเป็นจริงที่ผู้ซื้อสินค้าได้จ่ายให้กับผู้ขายหรือผู้ผลิตในต่างประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่สั่งเข้ามา ทั้งนี้ให้รวมถึงค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือต้นทุนต่างๆ ที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้นำของเข้าเป็นผู้รับภาระ เช่น ค่านายหน้าจากการขาย ค่าภาชนะบรรจุ รวมทั้งค่าวัสดุ ชิ้นส่วน ส่วนประกอบ เครื่องมือ แม่พิมพ์ แบบพิมพ์ ของใช้สิ้นเปลือง และแบบแปลน ภาพร่าง ที่ผู้ซื้อสินค้าจัดหาไปให้ผู้ขายหรือผู้ผลิตโดยไม่คิดราคาหรือลดราคาให้ นอกจากนี้ยังให้รวมค่าสิทธิ ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตต่างๆ ที่ผู้ซื้อสินค้า จ่ายให้ผู้ขายหรือจ่ายให้กับบุคคลที่สามด้วย แต่ถ้าหากว่าผู้ซื้อสินค้าไม่มีการจ่ายเงิน สำหรับค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ก็แปลว่า ไม่มีการปรับราคา นั่นคือใช้ราคาตามที่จ่ายจริงเป็นราคาศุลกากร อย่างไรก็ตามการรับราคาซื้อขายนั้นต้องคำนึงด้วยว่าราคาซื้อขายนั้นต้องไม่มีเงื่อนไข หรือข้อจำกัดในการใช้ของ หรือมีความสัมพันธ์กัน ถ้าหากการนำเข้าของผู้ซื้อสินค้ารายการใด ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ราคาที่ได้ชำระจริงหรือราคาที่จะต้องชำระนั้น ก็ยอมรับเป็นราคาศุลกากร ตามวิธีที่ 1 นี้ได้

B. วิธีที่ 2 ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน

ถ้าหากว่า วิธีที่ 1 ใช้ไม่ได้เนื่องจาก เป็นของให้เปล่าไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง หรือเป็นของที่ยืมเข้ามาใช้ชั่วคราว หรือ เช่า เช่าซื้อมาเป็นต้น การกำหนดราคาศุลกากรจึงต้องไปตรวจสอบดูว่า เคยมีของที่เหมือนกันนำเข้ามาหรือไม่ และของนั้นศุลกากรเคยพอใจราคา หรือเคยรับราคาไว้เป็นเท่าใด ถ้าพบว่าเคยมีราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน ที่ศุลกากรเคยยอมรับแล้ว ก็ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่เหมือนกันนั้น เป็นราคาศุลกากร

C. วิธีที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน

วิธีนี้คล้ายกับวิธีที่ 2 กล่าวคือ ถ้าหากว่าไม่เคยมีการนำเข้าของที่เหมือนกันมาก่อนเลย ก็ต้องนำวิธีที่ 3 มาใช้กล่าวคือ ให้ตรวจสอบว่าเคยมีของที่คล้ายกันนำเข้ามาหรือไม่ ถ้าหากว่ามีก็ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่คล้ายกันที่ศุลกากรเคยยอมรับมาแล้ว มาใช้เป็นราคาศุลกากรสำหรับสินค้าที่สั่งเข้ามานี้

D. วิธีที่ 4 ราคาหักทอน
ถ้าหากว่า ไม่มีของที่เหมือนกัน ไม่มีของที่คล้ายกันที่เคยนำเข้ามาก่อน วิธีถัดไปคือ ให้ตรวจสอบว่า ของที่นำเข้ามานี้หรือของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน ได้มีการขายต่อในประเทศไทยหรือไม่ ถ้าหากว่ามีการขายต่อก็ให้นำราคาที่ขายต่อนั้น มาหักทอนเอาค่านายหน้า หรือกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปออกไป รวมทั้ง ค่าภาษีอากรที่จะต้องจ่าย หรือที่ได้จ่ายไปแล้ว และยังให้หักค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ในประเทศไทย ได้อีกด้วย หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ออกไปแล้ว ก็จะได้เป็น "ราคาหักทอน" เพื่อใช้เป็นฐานคำนวณค่าภาษีอากรต่อไป

E. วิธีที่ 5 ราคาคำนวณ

ถ้าหากว่าไม่มีราคาหักทอนอีก ผู้สั่งซื้อสินค้าต้องให้ผู้ผลิต หรือผู้ขายในต่างประเทศส่งข้อมูลต้นทุนการผลิตของสินค้าตัวนี้มาให้ โดยให้รวมเอาต้นทุน หรือมูลค่าของวัสดุ ส่วนประกอบ และการจัดทำบวกกับกำไรและค่าใช้จ่ายในการผลิตหรือขายของนั้น นอกจากนี้ให้บวกค่าประกันภัย และค่าขนส่งระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากประเทศไทยใช้ฐานราคา C.I.F เป็นเกณฑ์คำนวณค่าภาษีอากร ราคาศุลกากรที่กำหนดโดยวิธีนี้ จึงเรียกว่า "ราคาคำนวณ"

F. วิธีที่ 6 ราคาย้อนกลับ

ถ้าหากว่าวิธีที่ 1-5 นำมาใช้แล้วก็ยังกำหนดราคาศุลกากรไม่ได้อีก วิธีสุดท้ายคือ ราคาย้อนกลับ ซึ่งเป็นวิธีที่ย้อนกลับไปหาว่า เคยมีราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามวิธีที่ 1 รวมทั้งวิธีที่ 2, 3 ตามลำดับอีกด้วยว่ามีหรือไม่ ถ้าหากว่าเคยมีแต่มีข้อกำหนดหรือข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ใช้วิธีที่ 1-5 ไม่ได้ ก็ให้ตีความอย่างยืดหยุ่น หรือตีความอย่างกว้างขวางและสมเหตุสมผลมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้ราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1-5 ให้จงได้ ราคาศุลกากรที่กำหนดโดยวิธีนี้ จึงเรียกว่า"ราคาย้อนกลับ"
ระบบราคาแกตต์ประกาศใช้เมื่อใด

กรมศุลกากร ประกาศเริ่มใช้ระบบราคาแกตต์ ตามที่กล่าวมาข้างต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพันธ์ตาม "ความตกลงมาร์ราเกซจัดตั้งองค์กรการค้าโลก" หรือ World Trade Organization หรือที่เรียกย่อๆ ว่า WTO นั่นเอง
ระบบราคาแกตต์ในประเทศไทยเริ่มใช้จริงตั้งแต่เมื่อใด

เนื่องจากกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่ (พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2543) เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 8 มีนาคม 2543 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการประเมินอากรตามระบบราคาแกตต์ ก็เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 10 มีนาคม 2543 ตลอดจนประกาศกรมศุลกากรและแบบฟอร์มต่างๆ ที่จะออกมาเพื่อใช้กับการประเมินอากรตามระบบราคาแกตต์ เพิ่งทยอยประกาศออกมาเป็นระยะในเดือน พฤษภาคม 2543 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้เดิม ทำให้การระบบราคาแกตต์ต้องเลื่อนออกไปโดยปริยาย และได้เริ่มใช้ได้จริงในวันที่ 1 ก.ค.2543 เป็นต้

Untitled Document
  • รายละเอียดและตัวอย่างศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือคู่มือธุรกิจนำเข้า-ส่งออก IMP-EXP HAND BOOK สั่งซื้อได้ที่ THE CARGO EXPRESS (THAILAND) CO., LTD. Tel. 02-7127055 หรือที่ center@cargothai.com รายได้มอบให้สภาสงเคราะห์แห่งประเทศไทย"
  • สถาบันการศึกษาที่ต้องการหนังสือเพื่อใช้เป็นตำราเรียนผู้เขียนยินดีขายให้ในราคาทุน
  • สถาบันการศึกษาที่ต้องการหนังสือสำหรับห้องสมุด โปรดติดต่อ THE CARGO EXPRESS (THAILAND) CO., LTD. Tel. 02-7127055 หรือที่ center@cargothai.com
  • มีปัญหาหรือคำถาม โปรดติดต่อ admin@cargothai.com
[Home] [Company Profile] [Message] [Pholosophy] [Service] [On_line] [Cargo Education] [Contact Us]
บริษัท เดอะ คาร์โก เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
333/20 ชั้น 14 อาคารยูไนเต็ดทาวน์เวอร์ สุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ 17)
ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทร.0-2712-7055 (5 สาย) , 0-712-6577 (4 สาย)